Archive | My Travel

รีวิว Dragon’s back ไปเดินบนหลังมังกรกัน The Best Trail in Asia

Posted on 17 January 2011 by เต้

หลังจากได้รับรู้เรื่องของ Dragon’s back จากหนังสือแนะนำที่เที่ยวของฮ่องกงซึ่งมีไม่กี่บรรทัด ได้เห็นว่ามีชื่อนี้ของ Dragon’s back อยู่ด้วยแล้วภาพมันก็สวยประทับใจผมมากเลยตั้งใจว่าจะไปให้ได้
การไปฮ่องกงครั้งที่สามเลยไป Shek O หวังว่าจะได้ขึ้น Dragon’s back ให้สมใจแต่ดันไปลงผิดป้ายเลยไปเที่ยว Shek o แทนซะอย่างนั้น ตามที่ได้รีวิวไปแล้ว

เอาละกลับมาเมืองไทยหาข้อมูลใหม่ แล้วตั้งใจจะไปเดินกันให้ได้
วันแรกเราก็ไปลันลากันที่ Dragon’s back เลย
เริ่มต้นการเดินทางด้วยรถไฟสายสีฟ้า (Island Line) ลงที่สถานนี Sha Kei Wan (ซา เก๊ วั้น) ออกประตู A3 เดินหารถเมล์สาย 9 มันจะอยู่ริมสุดโน้นเลยครับ


หน้าตารถเป็นแบบนี้ครับ


บรรยากาศข้างในรถ คนไม่เยอะเท่าไหร่ครับ บอกคนขับก็ได้ครับว่าจะไปลงป้าย Dragon’s back



นั่งมาแปปเดียวก็ถึงแล้วครับ Dragon’s back พร้อมที่จะเดินแล้ว ลุย!!!!!!!!


ที่เราจะเดินก็คือเส้นปะสีแดงๆ ครับ อุณหภูมิ ณ วันที่เดินประมาณ 11 องศาครับ หนาวอยู่เหมือนกันแต่เวลาเราเดินออกแรงแล้วผมว่ากำลังพอดีๆ เลยละ :P :P :P


เดินมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นป้ายที่ทำให้เรามั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว


มองขึ้นไปทางขึ้นทำให้ผมหวั่นประวิงไปเล็กน้อย กลัวต่างๆ นานา กลัวเมื่อย กลัวเปลี่ยนใจกลางทาง คิดโน้นนี่ มันจะเปลี่ยวไหม ถ้าเราตกเขาละจะมีใครรู้ได้ยังไง

เอาละไหนๆ มาแล้วเดินต่อดีกว่า

ทางเดินช่วงแรกมันจะเลาะริมเขาเป็นป่าไม้ไปเรื่อยๆ ร่มรื่นไม่ร้อนครับ


เบื่อวิวป่าก็แอบมองไปอีกทางก็เห็นความเจริญแล้วครับ



ข้างทางก็เป็นผลหมากรากไม้ ส้มบ้างอะไรบ้าง

หลังจากที่เดินไปซักพัก ก็ได้ยินคนเดินมาตามเรื่อยๆ แล้วมีคนวิ่งสวนออกกำลังกายผ่านมาเป็นระยะๆ ไม่เหงาครับ แถมเห็นคนแก่ และน้องชิวาว่า ทำให้เราคิดว่า โห แสดงว่ามันไม่น่ากลัวอย่างที่เราคิดเลย หมาและคนแก่ยังเดินได้เลย
เราเลยไม่มีใครกล้าบ่นกันอีกเลย เดินชมธรรมชาติกันไปเรื่อยๆ


ไม่ต้องกลัวหลง มีป้ายเป็นระยะๆ ครับ


[img]http://farm6.static.flickr.com/5287/5338564253_a2b96e045f.jpg[/img]
เพื่อนร่วมทางกับหมาตัวน้อย เห็นไหมครับที่เป็นก้อนกลมๆ สีน้ำตาล นั่นคือน้องหมาครับ


เช็คก่อนเดินถึงไหนแล้ว


แล้วเราก็มาถึงทางแยกที่จะขึ้นไป Dragon’s back


เงยหน้าขึ้นไป โอวววว นั่นไงหลังมังกร

ที่ต้องทำทางสู้ตายแบบนั้นเพราะจะแอ๊บเนียนถ่ายรูปเพราะลมแรงมากๆ กลัวหมวกปลิวตกเข้าครับ

[img]http://farm6.static.flickr.com/5042/5338581845_fec9a27003.jpg[/img]

[img]http://farm6.static.flickr.com/5121/5338587895_15ef5155dd.jpg[/img]
เดินต่อกันครับ

เจอหมาอีกแล้วอ่าาา
[img]http://farm6.static.flickr.com/5289/5338589557_0ffcd645e8.jpg[/img]

[img]http://farm6.static.flickr.com/5249/5339201506_6e56f68fc6.jpg[/img]
จับหมวกไว้ๆ คราวที่ก่อนก็ลืมไว้บอกรถรางไป the peak

ในที่สุดก็ถึงซักที ขอบอกว่าลมแรงมาก จะพัดปลิวครับ แต่ทำน้ำหนักมาดีเลยต้านทานไหว 55555
[img]http://farm6.static.flickr.com/5282/5339205526_4dbc3d544d_z.jpg[/img]

ความภาคภูมิใจครั้งนึงในชีวิต อย่างน้อยก็ไม่แพ้น้องชิวาว่าตัวนั้น
[img]http://farm6.static.flickr.com/5289/5338611949_7035f8aeba_z.jpg[/img]

ใครว่าหลังมังกรมันจะสั้นๆ ไปกันต่อเลยครับ T-T
[img]http://farm6.static.flickr.com/5210/5338621269_0ab09d5345_z.jpg[/img]

เอา Panorama มาฝากซักหน่อย
[img]http://farm6.static.flickr.com/5044/5338621889_561083df74_b.jpg[/img]
[img]http://farm6.static.flickr.com/5165/5338646837_74cdf66829_b.jpg[/img]

[img]http://farm6.static.flickr.com/5041/5338632029_318e00e4f3_z.jpg[/img]
มองดูหมู่บ้าน shek o ที่ไปมาเมื่อครั้งที่แล้ว

[img]http://farm6.static.flickr.com/5090/5339257064_97f31060cc_z.jpg[/img]
พาน้องน้องเสือมาปีนหลังมังกร

[img]http://farm6.static.flickr.com/5162/5339257520_01abebc2c0.jpg[/img]

เราลงจะหลังมังกรกันดีกว่าครับ เดินมาก็จะเจอป้ายเราจะเดินลงไปที่ ถนนเพื่อขึ้นรถเมล์กลับ
[img]http://farm6.static.flickr.com/5166/5339259306_3e4e4eb514_z.jpg[/img]

เติมพลังงานน้ำตาล ผลจากการดูสุสานหิ่งห้อยก่อนมาฮ่องกง
[img]http://farm6.static.flickr.com/5289/5338647863_2234718c35_z.jpg[/img]

[img]http://farm6.static.flickr.com/5247/5338648667_dcec3bbf05_z.jpg[/img]

[img]http://farm6.static.flickr.com/5130/5338650635_b8c258bbab_z.jpg[/img]

ถือ iPhone ตลอดเวลา เพราะ update Facebook ตลอดเวลาไงครับ 5555

กลับลงมากก็จะพบกับป้ายรถเมล์ครับเดินไปปฝั่งตรงข้ามเพื่อกลับเข้าเมือง การเดินทางครั้งนี้ประทับใจมากสมการรอคอยเพราะอากาศดี วิวสวย คนร่วมทางไปด้วยก็สนุก
ยังไงใครเบื่อ shopping มีเวลาเหลือๆ ก็มาเดินเล่นกันได้ครับจาก สถานนีรถไฟนั่งรถ 15 นาทีก็ได้เดินหลังมังกรกันแล้ว

ทั้งหมดผมใช้เวลาเดินประมาณ 2 -3 ชม. เสียเวลาถ่ายรูปเยอะครับ เพราะวิวสวย มีอะไรสงสัยก็สอบถามกันได้นะครับ อยากให้ไปสัมผัสด้านดีๆ อีกมุมของฮ่องกง
ใครอยากดูรูปเพิ่มเติม ไปได้ที่ http://www.flickr.com/photos/tepuluko/sets/72157625767467614/

ขอบคุณครับ

Comments (2)

Review A380 Emirate Bangkok to HongKong

Posted on 06 January 2011 by เต้

และแล้วก็ถึงเวลาได้นั่งเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือเจ้าปลาวาฬ เครื่องบิน แอร์บัส A380 ซักที
ถือโอกาสมารีวิว แบบ eco ให้ได้ติดตามชม เพื่อเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

หาประวัติความเป็นมาของเจ้าเครื่องนี้มาให้อ่านกันครับ
เครื่องบิน แอร์บัส A380 เป็นเครื่องบินห้องโดยสารสองชั้นขนาดใหญ่ ผลิตโดยแอร์บัสแอสอาแอส เครื่องบินสี่เครื่องยนต์ลำนี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 800 คน หรือ 500 คนถ้าวางที่นั่งแบบ 3 ชั้นผู้โดยสารตามเครื่องบินพาณิชย์ปกติ เครื่องบินรุ่นนี้ได้ผ่านกำหนดการทดสอบการบินเที่ยวแรกในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2548 โดยบินขึ้นจากเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส และได้ส่งมอบให้สิงคโปร์แอร์ไลน์เป็นสายการบินแรกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เครื่องบินแอร์บัส เอ 380 ลำทดสอบหมายเลข F-WXXL เที่ยวบินที่ AIB 002 มีกำหนดมาบินทดสอบที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก ลงจอดเวลาประมาณ 13:00 น. และเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 7 ธันวาคม เวลาประมาณ 12:00 น

วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2550 เครื่องบินแอร์บัส เอ 380 เที่ยวบินพิเศษ AIB-701 เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้โดยสารประกอบด้วยสื่อมวลชนและแขกรับเชิญ เพื่อเป็นการสาธิตการบินในทวีปเอเชียและประเทศไทย เกิดอุบัติเหตุขณะใช้รถลากจูงออกจากอาคารจอดเครื่องบิน ปลายปีกไปเฉี่ยวกับประตูโรงจอดเสียหายเล็กน้อย บริเวณใบส่งตัวรับลมปลายปีก หรือ วิงเล็ต วิศวกรตรวจสอบแล้วเห็นว่าอาจทำให้อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงขึ้น แต่ไม่มีผลต่อความปลอดภัยระหว่างการบิน จึงถอดชิ้นส่วนนั้นออก และทำการบินไปจังหวัดเชียงใหม่ตามปกติ

ก่อนที่เราจะมานั่งเจ้าปลาวาฬ A380 กันเราก็ต้องมาสนามบินสุวรรณภูมิความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติกันก่อน

มาแต่เช้าคนยังเงียบๆ อยู่เลยครับ ถึงเวลาเครื่องจะออกคนเต็มลำครับ


หันไปมองงวงช้างที่จะเทียบท่า ที่เดินเข้าไปในเครื่อง A380 มี 2 ช่อง เป็นชั้นบนเป็น FC กับ BC และชั้นล่างเป็น Eco


แอบดู App ให้ iPhhone4 ที่โหลดมา เพื่อดูและติดตามเครื่องบิน ตอนนี้เครื่องบินมาถึงพม่าแล้วครับ


A380 ที่บินจากดูไปบินมารับเพื่อไปฮ่องกงแล้ว ใหญ่โตดีจริงๆ ครับ


และแล้วก็มาเทียบท่า เนื่องจากเครื่องบินใหญ่มากการขึ้นเครื่องเค้าจะให้ขึ้นเป็น Zone ไป คนที่ได้นั่งหลังเครื่องจะได้ขึ้นก่อน ผมเลือกนั่งหลังเพราะจะได้เห็นปีกใหญ่ๆ (Frist Class กับ Biz ได้ขึ้นก่อนด้วยครับ) ส่วนใครอยากจะเห็นวิวก็ให้เลือกที่นั่งหัวกับท้ายนะครับ เพราะกลางๆ จะเห็นแต่ปีกของเครื่องA380 ขอบอกว่าเป็นเครื่องที่บินใหญ่มากๆ



ถ่ายมุมบังคับมาให้ครับ เห็นใครๆ เค้าก็ถ่ายกันเวลารีวิว

เดินมาในเครื่อง มานั่งที่ของเรา จะเห็นอะไรบ้าง
เริ่มจาก ทีวีจอใหญ่มาก ครบครันทั้งเกม ทีวิี หนังชนโรง ให้เราได้เลือกชมกัน


ชอบมุมนี้ที่สุด ผมว่ามันแจ่มดี

ด้านข้างเอาหัวโผล่ไปทักทายเบาะข้างหน้าได้สบายครับ

ช่องระหว่างเบาะไม่มีปัญหาสำหรับผม เข่าคนข้างๆ สูง 183 ซม. ก็พอดีๆ นั่งสบายมากครับ

ชอบมากเมื่อ iPhone อ่อนแรง ก็สามารถชาร์จไฟได้ครับ

มองออกไปนอกหน้าต่าง

อาหารอร่อยครับ เอ๊!! หรือเราหิวหว่า

มีข้อมูลการบินแบบละเอียดให้เราได้รู้ บอกพิกัด ความสูง ความเร็ว เวลาที่เหลือเหมือนนับถอยหลังว่าเราจะถึงจุดหมายปลายทางเมื่อไหร่


มีหนังชนโรงด้วย เยี่ยมจริงๆ บางเรื่องเมืองไทยยังไม่เข้าเลย บนเครื่อง EK A380 ได้ดูแล้ว

มาดูห้องน้ำกันบ้างดีกว่า

มีไฟบอกสถานะว่าห้องไหนว่างบ้าง จะได้ไม่ต้องไปยืนรอหน้าห้องน้ำครับ


อ่างล้างมือ


มีเลือกน้ำร้อนน้ำเย็นได้อีกด้วย


มีน้ำหอมไว้พรม และครีมทามือ มันคือโรงแรมลอยไฟจริงๆ


สำหรับคุณแม่ใครมาเปลี่ยนผ้าอ้อมก็สะดวกครับ พร้อมทุกอย่าง

สมกับการรอคอยที่ได้ไปนั่งเจ้าวาฬ A380 ครับ

Emirates เปลี่ยนมาใช้ A380 BKK-HKG-BKK มาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2010 แล้วครับ สำหรับไทยเป็นที่แวะกลางทางเพราะเค้าบินมาจากดูไบอีกที
ใครจะไปฮ่องกงกับสายการบิน emirate ผมว่าคุ้มมากๆ ถ้าอยากจะมาลองนั่ง A380 ลำนี้ ยังไงเช็คก่อนนะครับว่าวันที่เราจะบิน ได้บินกับ A380 หรือเปล่า
เพราะมีบางเที่ยวที่อาจจะใช้เครื่องอื่นบินแทนครับ

ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทางครับ

Comments (2)

Tags: , , ,

ONITSUKA TIGER น้องเสื้อตัวน้อย

Posted on 11 December 2009 by เต้

main_tokidoki2

เสียงลือ เสียงเล่าอ้าง ที่ได้ยินผ่านหูเกี่ยวกับ ONITSUKA TIGER สำหรับผมเพิ่งมีมาไม่นานนี้ ก็จากเพื่อนร่วมงานนี้แหละครับ
ติดตามหาความรู้เรื่อยมา รองเท้าอะไร สีเยอะ ชิหาย ใครจะจำแบบไหวเนี๊ยะ พอดูเยอะๆ ก็ค่อยๆ ตกหลุมรัก น้อง ONITSUKA TIGER
จนกระทั้งเมื่อต้นปี 2009 ได้มีโอกาสไปฮ่อง Hongkong และรู้ว่าที่ ฮ่องกง Hongkong มี shop ของ ONITSUKA TIGER อยู่ซะด้วย ตอนนั่นในประเทศไทยยังไม่มี Shop ONITSUKA TIGER เปิดอย่างเป็นทางการ เลยตื่นเต้นซักหน่อย

DSC06708ONITSUKA TIGERONITSUKA TIGER

วันแรกๆ ของการเดินทางไปฮ่องกง Hongkong ก็ตรงดิ่งไปยังร้าน ONITSUKA TIGER ที่ห้าง element ของฮ่อง Hongkong กันเลยทีเดียว ไปตอนร้านมันยังไม่เปิดเลยครับ พอร้านเปิดก็เข้าไปยล ความงามให้ทันที รองเท้า หลายรุ่น มากมาย หลากหลาก มองจนมึน จนไปสะดุดตากับน้อง Tokidoki น้องเสือสุดน่ารัก กับราคา 1200 เหรียญฮ่องกง เอาว่ะ ไหนๆ ก็มาแล้วซื้อก็ได้ และแล้วแม่ของหัวเหม่งก็ถามว่าได้คู่ที่ชอบหรือยัง จะได้ไปจ่ายตังค์ แม่เจ้า!! แม่หัวเหม่งจะซื้อให้หรือนี่ น้ำตาแทบไหล ตกลงเลยได้กันคนละคู่ ของเหม่งคู่ละ 800 เหรียญฮ่องกง พนักงานจัดการใส่ถุงเสือพี่ใหญ่สีดำ ลายทองโดยทันที เป็นการไป Shop ONITSUKA TIGER ที่ประทับใจมาก

ONITSUKA TIGEROnitsuka Tiger

แต่ก่อนออกจากร้านก็สอยเสื้อ ONITSUKA TIGER มาให้ตัวเองกับเพื่อนที่ Office อีกสองคน เอาเป็นว่าหมดเนื้อหมดตัวกันเลยทีเดียว
ตอนนี้เมืองไทยมี Shop ONITSUKA TIGER ที่เซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลบางนา zen สยามพารากอน ใครชอบใครรักก็ตามกันไปชื่นชมกันได้เลยนะครับ

ประวัติ ONITSUKA TIGER คร่าวๆ
รองเท้า ONITSUKA TIGER เป็นรองเท้าที่เริ่มผลิต และขายในประเทศญี่ปุ่น ในชื่อ Onitsuka Co. Ltd. โดย Mr. Kihachiro Onitsuka  เมื่อปี ค.ศ. 1949  จุดประสงค์เพื่อทำให้เด็ก และวัยรุ่น หันมาเล่นกีฬา ด้วยวิธีการผลิตที่มีเทคนิคพิเศษโดยเฉพาะ
จากการรักษา แผลในใจของชาวญี่ปุ่นหลังสงครามโลก และความนิยมให้ทุกๆ คน หันมาเล่นกีฬา รองเท้า Onitsuka Tiger จึงได้ผลิตรองเท้า Basketball ขึ้นเป็นรายแรก โดยใส่รูป “หน้าเสือ” จนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรองเท้า ONITSUKA จนถึงทุกวันนี้

ค.ศ. 1960 รองเท้ากีฬา ONITSUKA TIGER ได้กลายเป็นที่นิยมของนักกีฬาในต่างประเทศ

ค.ศ. 1977 Mr. Kihachiro Onitsuka ได้มีการตั้งบริษัทใหม่โดยใช้ชื่อว่า “ASICS” โดยได้รับความนิยมจากชาวลาติน จากสโลแกนที่ว่า “Anima Sana In Corpore Sano” แปลเป็นอังกฤษว่า “A Sound Mind in a Sound Body”, ASICS ได้กลายเป็นแบรนด์รองเท้าที่เน้นไปทางด้านสุขภาพ และการใช้ชีวิตให้มีความสุขและจากนั้น ASICS ได้ถูกนำเข้าไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเทคนิคการผลิตที่พิเศษ และประวัติความเป็นมาต่างๆ ที่ได้ถูกเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้

Comments (6)

Tags: , , , , , ,

Shek O – HongKong ฮ่องกง

Posted on 10 December 2009 by เต้

Shek O – HongKong

 

DSCF0436DSCF0440

DSCF0429DSCF0432DSCF0441

ไปอยู่ฮ่องกง HongKong ก็หลายวันแล้ว เดินกินไส้ กินเต้าหู้เหม็น เดินดูเสื้อผ้า น้ำหอม ขนม นม เนย จนเบื่อหน่าย เลยถามเพื่อนร่วมทางที่มาด้วยในฐานะที่อยู่ฮ่องกง HongKong มาก็หลายปี มีที่เที่ยวแนะนำ unseen บ้างไหม นอกจากเกาะ Cheung Chau ที่ไปมาแล้วในวันแรกๆ ของการเดินทาง เราอยากไปสัมผัสธรรมชาติที่แฝงเร้นของฮ่องกง อีกซักแห่ง คำตอบที่ได้รับบอกว่า “ไม่มี ไม่เคยไปไหนเลย” เวงกำ T T ได้คำแนะนำจากแม่ที่อยู่ฮ่องกง HongKong มาเป็นเวลาช้านาน แม่คงได้ยินตอนเราปรึกษากันเลยตะโกนออกมาบอกว่า “ไปเที่ยว Shek O กันซิที่นั่นสวยนะ”
ในหนังสือแนะนำท่องเที่ยวฮ่องกง HongKong ที่นำมาด้วยก็ให้ข้อมูลอะไรไม่มากมายเท่าไหร่ รู้ว่าเป็นแหล่งพักผ่อนของชาวฮ่องกงเพราะทะเลสวยและที่สำคัญเป็นเส้นทางเดินเขาที่สวยที่สุดในเอเชียตามการ vote ที่ชื่อว่า Dragon’s Back เชียวนะ น่าสนๆๆๆ
Shek O เป็นอะไรที่ไม่ค่อยมีข้อมูลที่เป็นภาษาไทยซักเท่าไหร่เลย (หลังจากกลับมาก็สืบค้นเกี่ยวกับ Dragon’s Back ต่อ) สงสัยคนไทยไม่ค่อยไปกันเลย เป็นอะไรที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้ามาก่อน “เอาว่ะ ไปก็ไป กลัวอะไร ฮ่องกง HongKong เล็กนิดเดียว ไม่หลงง่ายๆ หรอกน่า” ในใจคิดไว้ว่างั้น

DSCF0428HongKong  ฮ่องกง
HongKong  ฮ่องกงHongKong  ฮ่องกงHongKong  ฮ่องกง

ตื่นแต่เช้าออกเดินทางโดย MTR ไปยังสถานนี Sha Kei Wan ออกประตูไหนไม่รู้ จำไม่ได้เดินตามป้ายที่บอกว่า Bus to Shoek O ยังไงไม่มีหลง หนังสือบอกว่าให้ขึ้นรถบัสสาย 9 ดูป้ายอย่างรวดเร็วแล้วก็เจอ เราพากันไปนั่งชั้นสองด้านหน้าสุดทันที

HongKong  ฮ่องกงHongKong  ฮ่องกงHongKong  ฮ่องกงShek O HongKong  ฮ่องกง

ทางที่นำไปยัง Shek O เป็นอะไรที่สวยงามมาก ถนนตัดไปตามภูเขา สูงไม่ใช่น้อยๆ ตกไปก้อ บ๊ายบ่าย กันเลยทีเดียว ยอมรับว่าคนขับรถเก่งมาก นั่งเกร็งกันสองคนอยู่หน้ารถประหนึ่งว่าเรากำลังขับรถเอง ถนนเล็กมากครับข้างทางมีแต่ต้นไม้เขียวชะอุ่มเยอะแยะเต็มไปหมด เค้าดูแลดีมากเลยครับเรื่องต้นไม้เนี๊ยะ ไม่มีตัด ไม่มีโค่น เพราะฮ่องกงต้องใช้ต้นไม้ในการเกาะยึดดินตามภูเขา ไม่ให้ถล่มลงมา สังเกตุซิครับภูเขาของฮ่องกงจะมีแต่ต้นไม้ หึหึ ถ้าเป็นเมืองไทยคนคงตัดเอามาใช้กันหมดแล้ว

DSC08741DSC08739DSC08743

นั่งชมวิวเรื่อยๆ ซักครู่ เราก้อตื่นตากับทางที่ลาดลงไปยังชายทะเลที่ Shek O อยู่ไกลลิบๆ สุดสายตา สวยงามมากๆ ครับสุดยอด
เราหาที่ลงเพื่อจะไป Dragon’s Back เส้นทางเดินเขาที่สวยที่สุด แต่เราก็นั่งเลยไปเลยมาจนมาสุดสายที่หมู่บ้าน Shek O T T (มันลงป้ายไหนหว่า)

Shek O HongKong  ฮ่องกงIMG_0819IMG_0820

Shek O เป็นหมู่บ้านเงียบสงบ อาจเป็นเพราะว่าเราไปเช้าในวันธรรมดา เสาร์ อาทิตย์ คนคงเยอะน่าดู มีคนแก่ๆ ออกมากินน้ำชากัน มองไปเห็นร้านอาหารไทยด้วยละครับแม่บอกว่า Shek O คนไทยอยู่เยอะ เหมือนกัน เราเดินไปโดยไม่รู้ทิศ ไม่รู้ทาง เดินมั่วๆ ไปโผ่ลชายหาดของ Shek O น้ำทะเลสีฟ้าคราม ชายหาดสะอาดไม่มีที่ติครับไม่มีคนเลยอะ เห็นมีอาตี๋ มาวิ่งออกกำลังกายอยู่คนเดียวเอง ถ่ายรูปซักพัก เราล้มเลิกการไป Dragon’s Back เพราะหาทางไม่เจอไม่รู้เดินเขาลูกไหน กลัวเหนื่อยกลางทางด้วยและไม่มีข้อมูลมาก่อน หาเหตุผลต่างๆ นานา เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดที่หาทาง Dragon’s Back ไม่เจอ ตกลงกันว่าขอเดินชมหมู่บ้าน Shek O แล้วกันตอนรถขับเข้า Shek O เราเห็นภูเขายื่นไปในทะเลเป็นแหล่ม เห็นมีศาลาทรงจีนอยู่ข้างบนด้วย ตอนแรกเราคิดว่าเป็น Dragon’s Back แต่ทำไมหลังมังกรมันสั้น นิดเดียวหว่า

DSC08744Shek O HongKong  ฮ่องกงHongKong  ฮ่องกง

เอ๊า ไปตรงเขาตรงนั่นก็แล้วกัน เดินไม่เหนื่อยดี ตามทางมีราวเหล็กกั้นตลอดพร้อมกับทางเดินที่ทำด้วยปูนซีเมนท์เป็นขั้นบรรไดทำให้เราเดินอย่างง่ายดาย สิ่งพวกนี้ทำให้เราใจชื้นว่าถ้าเค้าแบกของพวกนี้มาทำบนนี้ได้เราตัวเปล่าๆ ก็น่าจะเดินได้สบายๆ เราเดินตามทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆ แวะถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย จนถึงข้างบน หายเหนื่อยเลยครับ ลมเย็นๆ วิว สวยๆ เห็นวิวฝั่งเกาลูนด้วยครับ
นั่งซักพักก้อกลับลงมาเพื่อขึ้นรถกลับบ้านพร้อมความประทับใจ อยากแนะนำเพื่อนๆ ถ้าลุยๆ มีเวลาว่างๆ อยากให้ลองมาที่ Shek O ดูซักหน่อย เป็นอีกมุมที่ทำให้ผมมองฮ่องกงต่างไปจากที่เคยรู้จักครับ

 Shek O HongKong  ฮ่องกงShek O HongKong  ฮ่องกง

 
คราวหน้าถ้าได้ไป Dragon’s Back จริงๆ จะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ ไว้ปีหน้าหาตั๋วโปรดีๆ ได้คงได้ไปอีกที

Comments (1)

Tags: , , , ,

HongKong

Posted on 23 March 2009 by เต้

HongKong ดินแดนถ้าคุณมีเงิน คุณจะหลงรักมัน
DSCF0316 DSCF0328 DSCF0343 DSCF0347 DSCF0359
หลังจากได้จองตั๋วของ หางแดง airasia (ในราคาที่แพงมากคือเพิ่มอีกพันเดียวก็จะได้บิน TG แล้วละ) ได้มาเป็นระยะเวลานึง ถึงเวลาแล้วซินะ ที่จะได้โบยบินข้ามฟ้าไปฮ่องกง จุดประสงค์ในการไปครั้งนี้คือไปหาแม่ของหัวเหม่งที่ทำงานอยู่ที่ Hongkong และก็ไปเที่ยวนั่นเอง ตื่นเต้นมาก แต่มันไม่ใช่เป็นการไปต่างประเทศครั้งแรกหรอก ไปพม่ามาสองสามครั้ง แถบแม่สาย ใช้ Passspot เป็นเศษกระดาษเพื่อข้ามแดน แต่นี้คือการบินข้ามประเทศที่ไกลจากบ้านเป็น พันๆ กิโล กว่าได้ จินตนาการว่าหน้าตา บ้านเมืองเค้าจะเป็นแบบที่เราคิดไว้ไหม ก่อนเดินทางหาของมูลมากมายก่ายกอง ทั้งหนังสือทั้งเวปไซต์

DSC06639 DSC06645 DSC06648 DSC06653 DSC06657 DSC06671 DSC06666 DSC06673 DSC06678 DSC06679
เช้าวันที่ 14 กุมภา เราพร้อมที่จะไปสุวรรณภูมิ ขึ้นรถแท็กซี่ไปถึงสุวรรณภูมิเที่ยงๆ รอเช็คอิน ประมาณบ่ายสอง (จะรีบมาทำไมรู้นะว่าตื่นเต้น) แน่นอนเราได้เช็คอินเป็นคนแรกๆ ของเครื่อง แล้วก็ไปเดิน ตุรัดตุเหร่ ใน KingPower ซะนาน ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาเลยเราไปนั่งรอที่เกท เป็นคนแรก แม่เจ้า ไม่มีพนักงานของหางแดงเลย  จึงแอบเดินไปถ่ายรูปแถวๆ นั้น แล้วเวลาขึ้นเครื่องของเราก็มาถึงและแน่นอน ต้องขึ้นรถไปอีกสิบนาทีจะถึงท่าเครื่องบินของหางแดง ลำบากลำบนจริงๆ กว่าจะได้นั่งเครื่อง ประทับใจจริงๆ  เราเป็นแฟนพันธ์แท้ของแอร์เอเซีย เพราะในชีวิตนั่งบ่อยที่สุดจึงชิน และรู้ว่าจะเป็นยังไง แต่ไอ้คนมาด้วยมันทำท่า งง ๆ ประมาณว่ามีสายการบินอะไรแบบนี้ด้วยหรอ คือเค้าไม่เคยบิน LOW COST มาก่อน อิอิ
เอ๊าท์ หลังติดเบาะ วิดๆๆๆๆๆ เสียงเครื่องป้ายแดงใหม่ล่าสุด ทยานขึ้นฟ้าแล้ว ……………………………………………………………………………………………………………………
แล้วทีนี้เราก็หิว เพราะยังไม่ได้กินอะไรตอนบ่าย จำยอมกิน มาม่า บนเครื่อง หมดไปกันคนละเป็น 100 เลยทีเดียว (อย่าบ่นใครบอกให้แกมา LOW COST ละ) หลังจากไม่ได้ขึ้นเครื่องมานาน มีอาการ หูร้อน ตาแดง เหมือนไว ต่อความกดอากาศ บนเครื่องที่มันแตกต่างจากภาคพื้นดิน มันเป็นอาการข้างเคียงของการขึ้นเครื่อง จะหลับก็ไม่หลับเพราะแสงอาทิตย์มันสวยมากเลยครับ ตอนมันใกล้จะตก งดงามมาก ดีใจที่ได้มีชีวิตอยู่มาและเห็นภาพนี้ (เวอร์และ) แล้วก้อนั่งเซง เพราะหลังจากพระอาทิตย์ตก ก้อไม่เห็นอะไรเลย แต่ก้อพยายามชะงกออกไปดูเป็นระยะๆ ว่าเมื่อไรจะถึงนะ บินประมาณสองชั่วโมงกว่า เครื่องก็ลดระดับเรื่อยๆ เรามองหน้าต่างอยู่ เอ ชักใจไม่ดี มันยังไม่เห็นพื้นดินเลย อะ มันละลงบนน้ำหรอ มันต่ำเรื่อยๆๆๆๆๆ ใจหายมากตอนนั้น แล้วพื้นของสนามบินก็ปรากฏต่อสายตา แม่เจ้าเรารอดแล้ว ฟิ๊ดดดดดดดดดด……………. เสียงเบรคเครื่องบินทำงาน ถึงซะทีนะฮ่องกง แล้วเราก็แย่งกันลง เหมือนแย่งกันขึ้นนั่นแหละ

DSC06681 DSC06682 DSC06683 DSC06685

โปรดติดตามตอนต่อไป ความสนุก มันส์ๆ ฮาๆ ยังมีต่อ

ไปอีกรอบแล้วรอบนี้ยังเขียนไม่เสร็จเลยอะ

Comments (17)

Evangelion: 1.0 YOU ARE (NOT) ALONE. 「新世紀エヴァンゲリオン」,

Posted on 29 September 2008 by เต้

อีวานเกเลียน มหาสงครามวันพิพากษา 「新世紀エヴァンゲリオン」

เนื้อเรื่องหลักของ อีวานเกเลียน กล่าวถึงโลกในปี ค.ศ. 2015 เป็นเวลา 14 ปีหลังจากหายนะที่เรียกว่า เซคันด์อิมแพกต์ ซึ่งเป็นการเกิดปรากฏการณ์ที่ขั้วโลกใต้ เป็นเหตุให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ที่เป็นเหตุทำให้ประชากรของโลกจำนวนมากต้องล้มตายลง เนโอโตเกียวที่สาม เป็นเมืองหน้าด่านในการป้องกันโลกจากการจู่โจมของ เทวทูต (Angel) โดยใช้สิ่งประดิษฐ์หุ่นยนต์กึ่งชีวภาพ อีวานเกเลียน เข้าสู้ 



Comments (7)

Advertise Here

Photos from our Flickr stream

See all photos

Advertise Here